วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

งานชิ้นที่9 รัฐสภาไทย

ประเทศไทยได้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นเวลา ๗๓ ปี แล้ว นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและปกครองในระบบรัฐสภาที่ ยึดหลักการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ดังนั้นสถาบันรัฐสภาไทยจึงได้รับการสถาปนาขึ้น เพื่อให้เป็นสถาบันหลักทางการเมืองการปกครองของประเทศ อันประกอบด้วยผู้แทนของประชาชนที่ทำหน้าที่หลักในด้านนิติบัญญัติ และควบคุมฝ่ายบริหาร
เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ของวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมเป็นครั้งแรก ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม เจ้าหน้าที่จัดห้องประชุมเป็นลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง การประชุมได้เริ่มขึ้นเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวที่คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารตั้ง ขึ้น จำนวน ๗๐ คน และได้เป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวปฏิญาณตน โดยยึดหลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร เมื่อปฏิญาณตนเสร็จแล้ว เจ้าพระยาหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดสมัยประชุมเสร็จแล้วจึงได้ดำเนินการประชุมต่อไป จึงถือว่าวันนั้นเป็นวันก่อกำเนิดของรัฐสภามาจนถึงปัจจุบันนี้
ตลอดระยะเวลาแห่งการปกครองระบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่ผ่านมาแม้จะมีความ ผันผวนทางการเมืองการปกครองเกิดขึ้นในแต่ละช่วงระยะเวลามีการประกาศใช้และยก เลิกรัฐธรรมนูญหลายฉบับ แต่มิได้ทำให้รูปแบบการปกครองระบบรัฐสภาของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่าง ไร แม้บางครั้งรัฐสภาอาจมีรูปแบบสภาเดียวหรือรูปแบบสองสภา อีกทั้งที่มาของแต่ละสภาจะแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและสถานการณ์ทางการเมืองการปกครอง ของประเทศไทยขณะนั้น
จากอดีตที่ผ่านมาได้มีรัฐสภารวม ๓๐ ชุด มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ๒๖ คน มีการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ๒๑ ครั้ง ในจำนวนนี้อยู่ครบวาระเพียง ๓ ครั้ง มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ๑๐ ครั้ง และหมดวาระลงเพราะการรัฐประหาร ๗ ครั้ง มีประธานสภาผู้แทนราษฎร ๒๒ คน ประธานวุฒิสภา ๑๓ คน โดยวุฒิสภามีสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งมาโดยตลอด มีเพียงชุดปัจจุบันเพียงชุดเดียวมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน(วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓) ซึ่งรัฐสภานี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งหมด ๑๖ ฉบับ โดยเป็นผู้ควบคุมกำกับ ดูแล และถ่วงดุลอำนาจกับคณะรัฐมนตรีถึง ๔๕ คณะพร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี ๒๓ คน ตัวเลขเหล่านี้ย่อมบ่งบอกความหมายอะไรได้มากมายแต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ การรำลึกถึงอดีตเหตุการณ์และบุคคลที่ได้ร่วมกันสานสร้างประวัติศาสตร์หน้า ใหม่ของการเมืองไทยและส่งผ่านรุ่นต่อรุ่นเพื่อสู่เป้าหมายสมดั่งพระราชกระแส รับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ว่า“วันนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นการสำคัญอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศอันเป็นที่รักของเรา ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะตั้งใจที่จะช่วยกันปรึกษาการงานเพื่อนำ ความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศสยามสืบไปและเพื่อรักษาความอิสรภาพของไทยไว้ ชั่วฟ้าและดิน ข้าพเจ้าขออำนวยพรแก่บรรดาผู้แทนราษฎรทั้งหลายให้บริบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังปัญญาเพื่อจะได้ช่วยกันทำการให้สำเร็จตามประสงค์ของเราและของท่าน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันทุกประการเทอญ”
นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ มา เป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถึงปัจจุบันประเทศไทย มีการประการใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๖ ฉบับ มีรัฐสภามาแล้ว ๓๐ ชุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น